ยาพาราเซตามอล คืออะไร

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือ ชื่อในบางประเทศว่า อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) คือ ยาบรรเทาปวดและลดไข้ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเป็นยาในกลุ่มที่ ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบอย่างแรง เหมือนยากลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) แต่มีข้อดีคืออ่อนโยนต่อกระเพาะอาหารและปลอดภัยเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม

ตอนที่ 1 : ยาพาราเซตามอล มีกี่ประเภท

ตอนที่ 2 : สรรพคุณของพารา

ตอนที่ 3 : วิธีการใช้ยาพาราเซตามอลให้ปลอดภัย

ตอนที่ 4 : ข้อดีข้อเสียของยาพารา

ตอนที่ 5 : สรุป

ยาพาราเซตามอล มีกี่ประเภท

ยาพาราเซตามอล

ยาพารา (Paracetamol) มีหลายประเภท แบ่งตาม รูปแบบการใช้ และ รูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เหมาะกับอายุ สภาพร่างกาย และลักษณะการใช้งานของผู้ป่วย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 หลักใหญ่ๆ ดังนี้

1.) แบ่งตามรูปแบบการใช้

  • ยารับประทาน (กิน) : ลักษณะ เม็ด , แคปซูล , ยาน้ำเชื่อม , ยาเม็ดเคี้ยว เหมาะสำหรับเด็ก – ผู้ใหญ่ทั่วไป
  • ยาสวนทางทวารหนัก : ลักษณะยาเหน็บ (Suppository) เหมาะสำหรับเด็กเล็กที่กินยาไม่ได้ ผู้ป่วยที่อาเจียนบ่อย
  • ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ : ลักษณะสำหรับใช้ในโรงพยาบาล  เหมาะสำหรับผู้ป่วยหนักหลังผ่าตัดเจ็บปวดรุนแรง

2.) แบ่งตามความแรงของตัวยา (ขนาด/โดส)

  • ระดับความเข้มข้น  125 มก. , 250 มก. : สำหรับเด็กเล็ก (ยาน้ำ/ยาเหน็บ)
  • ระดับความเข้มข้น  500 มก. :  สำหรับผู้ใหญ่ (แบบเม็ดหรือแคปซูล)
  • ระดับความเข้มข้น  650 มก. , 1,000 มก. :  สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอาการปวดมาก หรือใช้ในโรงพยาบาล

ตัวอย่าง ยาพาราเซตามอล แบบต่างๆ

✅ ยาน้ำเชื่อมพารา ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เช่น Tempra syrup, Calpol 

✅ ยาเม็ด/แคปซูลพารา เช่น Tylenol, SaraPar, Paracetamol GPO 

ยาเหน็บ (Suppository) ขนาด 125 มก., 250 มก., 500 มก. ใช้สวนทางทวารหนัก เช่น ในเด็กที่อาเจียน 

✅ ยาพาราสูตรผสม รวมกับยาอื่น เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ เช่น Decolgen, Tiffy, Neozep

สรรพคุณของพารา

ยาพาราเซตามอล

1.) บรรเทาอาการปวด * ปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง

  • ปวดศีรษะ
  • ปวดฟัน
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดข้อต่างๆ จากการกด หวยไว
  • ปวดประจำเดือน
  • ปวดจากไข้หวัด

 

2.) ลดไข้ 

  • ลดไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด ไข้ไวรัส
  • ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

* ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที – 1 ชั่วโมง ออกฤทธิ์นานประมาณ 4–6 ชั่วโมง

* ไม่ใช่ยาต้านการอักเสบ (ไม่ลดบวม) ไม่ละลายลิ่มเลือด

วิธีการใช้ ยาพาราเซตามอล ให้ปลอดภัย

การใช้ ยาพารา อย่างถูกต้องและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะแม้จะเป็นยาสามัญที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ถ้าใช้ผิดอาจทำให้เกิด พิษต่อตับ ได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้เกินขนาด

วิธีการใช้ ยาพาราเซตามอล ที่ไม่เป็นพิษต่อตับ

1.) ใช้ตามขนาดที่แนะนำ

  • ผู้ใหญ่ : ขนาดปกติ: 500–1,000 มก. ต่อครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 4,000 มก. ต่อวัน (เช่น 8 เม็ดขนาด 500 มก.)
  • เด็ก : ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว: 10–15 มก./กก. ทุก 4–6 ชม. ไม่เกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง

2.) อย่ากินเกินขนาดเด็ดขาด

  • หลีกเลี่ยงการกินยาที่มีพาราเซตามอล หลายชนิดร่วมกัน เช่น ยาแก้หวัด + พาราเซตามอล  อาจได้รับยาเกินโดยไม่รู้ตัว

3.) เว้นระยะห่างระหว่างการกิน

  • ควรกินทุก 4–6 ชั่วโมง หากยังมีอาการ
  • ไม่ควรกินซ้ำเร็วเกินไป เช่น กินซ้ำทุก 2–3 ชม. อาจสะสมในร่างกายมากเกิน

4.) ระวังการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์

  • ห้ามใช้ร่วมกับการดื่มสุรา หรือในผู้ที่มีโรคตับ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยง พิษต่อตับ

5.) เก็บยาให้เหมาะสม

  • เก็บในที่แห้ง ไม่ร้อน ไม่ชื้น
  • ยาน้ำเชื่อมเด็กควรใช้ช้อนตวงยา อย่าใช้ช้อนกินข้าว
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ

6.) สังเกตอาการผิดปกติหลังใช้

  • หากมีอาการ แพ้ยา เช่น ผื่น ลมพิษ หายใจลำบาก ให้หยุดใช้ทันทีและพบแพทย์
  • หากกินยาเกินขนาดหรือสงสัยว่าเกิน  รีบนำส่งโรงพยาบาล

ข้อดีข้อเสียของยาพารา

ยาพาราเซตามอล

ข้อดี

  • ลดไข้และบรรเทาอาการปวดได้ดี : มีฤทธิ์ลดไข้และบรรเทาอาการปวดระดับเบาถึงปานกลาง เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ
  • ไม่ระคายเคืองกระเพาะ : ต่างจากยาแก้อักเสบ (NSAIDs) ที่อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะหรอกลำไส้
  • ปลอดภัยในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ : ใช้ได้ในขนาดที่เหมาะสมและภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • ไม่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด : ปลอดภัยกว่าสำหรับผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่ายหรือรับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • หาซื้อง่าย ราคาถูก : มีจำหน่ายทั่วไปทั้งแบบเม็ด ยาน้ำ และยาเหน็บ

ข้อเสีย

  • ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ : จึงไม่ช่วยลดอาการบวม แดง หรืออักเสบเท่ากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน
  • อาจเกิดพิษต่อตับหากใช้เกินขนาด : โดยเฉพาะเมื่อกินเกิน 4,000 มก./วัน หรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น
  • ออกฤทธิ์นานไม่เท่า NSAIDs : มักต้องกินซ้ำทุก 4–6 ชั่วโมง จึงต้องระวังไม่ให้ลืมเว้นระยะ
  • ใช้เดี่ยวๆ อาจไม่พอในอาการปวดรุนแรง : เช่น ปวดหลังผ่าตัด หรือปวดข้ออักเสบรุนแรง
  • มีโอกาสแพ้ แม้จะน้อย : เช่น ผื่น ลมพิษ หายใจติดขัด (หากเกิดอาการต้องหยุดยาและพบแพทย์ทันที)

สรุป

ยาพาราเรียกได้ว่าเป็นยาที่ทุกครัวเรือนต้องมีติดบ้านเอาไว้ เวลามีไข้ หรืออาการปวดที่ไม่รุนแรง พาราก็จะเป็นตัวเลือกแรกๆที่ผู้คนจะหยิบมาใช้กัน ทั้งราคาที่ถูกและหาซื้อง่าย ยาตัวนี้จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน